วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

                                      นวัตกรรมการคิดในห้องเรียน Chula Engineering Education 4.0
      

"การศึกษาระบบ 4.0 หรือ Chula Engineering Education 4.0" อย่างเป็นทางการ จนทำให้เกิดการปฏิวัติการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่
      ที่ไม่เพียงจะทำให้หลายคนกล่าวขานถึง   หากยังทำให้หลายคนอยากรู้ด้วยว่า "การศึกษาระบบ 4.0 หรือ Chula Engineering Education 4.0" นั้นมีรายละเอียดเป็นอย่างไร   
            "ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์" คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การศึกษาระบบ 4.0 หรือ Chula Engineering Education 4.0 ใช้ในการเรียนการสอนภายในคณะวิศวะ จุฬาฯ มาตั้งแต่ต้นปีการศึกษา 2557 เป็นการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้สอน เปิดโลกทัศน์ผู้เรียนได้รู้จริงทำจริง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างนวัตกรรม
        "
การเรียนการสอนของไทยในอดีตมีลักษณะการถ่ายโอนความรู้ในทิศทางเดียวจากผู้สอนสู่ผู้เรียน หรือเรียกว่าการศึกษาระบบ 1.0 และ 2.0 แต่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วยอิทธิพลของอินเทอร์เน็ต จนนำไปสู่การศึกษาระบบ 3.0 ในปัจจุบัน ที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ แต่ทางคณะวิศวะ จุฬาฯ ต้องการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่จะสามารถผลิตบุคลากรในแบบเก่งคิดและเก่งคน ผ่านศาสตร์การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) จึงได้พัฒนาการเรียนการสอนระบบ 4.0 หรือ Chula Engineering Education 4.0 ขึ้นมา"
      "
การศึกษาระบบ 4.0 จะมุ่งเน้นสร้างทักษะการฝึกฝนจากประสบการณ์ เพิ่มประสิทธิผลสูงสุดในเชิงธุรกิจ พร้อมเติมเต็มความต้องการของมนุษย์และสังคมอย่างตรงจุด จึงมีการริเริ่มรายวิชา Creative Design for Community ซึ่งจัดสอนครั้งแรกในภาคการศึกษาต้น ปีการศึกษา 2557"
"เปิดรับนิสิตปีที่ 2-4 โดยรายวิชานี้ นิสิตมีโอกาสทำโปรเจ็กต์จริง โดยได้รับโจทย์จริงจากองค์กรและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ทั้งหมดเป็นโปรเจ็กต์เชิงปัญหาสังคม ทั้งยังเชิญวิทยากรภายนอกผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการคิดเชิงออกแบบมาร่วมสอนและให้คำแนะนำต่าง ๆ ในรายวิชาอีกด้วย ซึ่งการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวจะถูกนำมาใช้กับนิสิตทุกชั้นปีในอนาคต"    
           "ศ.ดร.บัณฑิต" อธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การสอนระบบ 4.0 เปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมที่มาส่งเสริมการเรียนการสอนให้เข้มข้นขึ้น จึงได้รับการสนับสนุนจากเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต, ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, พีทีที โกบอล เคมิคอล และปูนซีเมนต์ไทย ด้วยการมอบทุนรายละกว่า 2,580,000 บาท เพื่อพัฒนาพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ i-SCALE      "ศูนย์การเรียนรู้ i-SCALE เป็นลักษณะห้องเรียนยุคใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง ประกอบด้วยโต๊ะเรียนที่จัดรูปแบบง่าย สามารถปรับให้มีการเรียนรู้เป็นกลุ่มเล็กหรือใหญ่ตามความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์การเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนนิสิตในกลุ่ม, จอแสดงผลที่ให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถทำการสื่อสารแบบ 2 ทาง เพื่อแลกเปลี่ยนผลงาน สร้างแรงกระตุ้นและส่งเสริมกลไกการเรียนรู้ร่วมกัน"
ทั้งยังจัดบรรยากาศห้องเรียนด้วยการตกแต่งให้มีสีสันสดใส ทันสมัย เพื่อกระตุ้นพลังความคิดสร้างสรรค์ให้พวกเขาเกิดกระบวนการคิด และมีทักษะปฏิบัติเป็นเลิศด้วยการพัฒนาศูนย์ i-DESIGN WORKSPACE ขึ้นมารองรับ                   "หลังจากนิสิตผ่านห้องการเรียนรู้จนทำให้พวกเขามีความคิดในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านศูนย์การเรียนรู้ i-SCALE แล้ว ศูนย์ i-DESIGN WORKSPACE ยังเป็นพื้นที่ความคิดที่ทำให้เขาเหล่านั้นลงมือปฏิบัติจริง โดยบรรยากาศภายในจะเป็นแบบ Engineering Playground มีบรรยากาศสีสันสดใส มีอุปกรณ์การนำเสนอ และระบบสื่อสารที่พร้อมให้นิสิตทำโครงงานต่าง ๆ รองรับการทำ Digital Prototyping ไปจนถึง Rapid Prototyping พื้นที่ทำโครงงานที่ทำให้บัณฑิตก้าวจากการผลิตสิ่งประดิษฐ์สู่การฝึกฝนความรู้และทักษะเพื่อการผลิตนวัตกรรมต่อไป"  
                  hailand 4.0 เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยในยุค 1.0 เป็นยุคเกษตรกรรม จากนั้นกลายเป็นยุค 2.0 ที่มีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยงานหรือเป็นยุคของอุตสาหกรรมเบา ในขณะที่ยุค 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนักและมีการลงทุนจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในยุค 3.0 ยังมีความเปราะบางต่อสถานการณ์โลก และประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้ ดังนั้นจึงนำมาสู่ Thailand 4.0 ที่เน้นที่การแก้ปัญหาให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เราจึงต้องพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า New Economy Model มีการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประชาชนสามารถสร้างรายได้ได้ด้วยตนเอง ต้องมีการปฏิรูปทั้งโครงสร้างในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ภาคธุรกิจ การเกษตร การศึกษา และแรงงาน จากระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตโดยใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากร เปลี่ยนมาเป็นการผลิตบนฐานความรู้และเทคโนโลยี  โดยมีการดึงสถาบันวิจัยระดับโลกเข้ามาตั้งในประเทศไทย และมีความ
ร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน ให้มากขึ้นที่เรียกว่าประชารัฐ โดยมีเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน 3-5 ปี
ในการสร้างโมเดล Thailand 4.0 ที่เป็น Value-based Economy นั้น ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 5 อุตสาหกรรมหลักได้แก่
1.             Food, Agriculture & Bio-tech
2.             Health, Wellness & Bio-Medical
3.             Smart Devices, Robotics & electronics
4.             Digital & Embedded Technology
5.             Creative, Culture & High Value Service
ส่วน Industry 4.0 มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศเยอมันนี ที่ต้องการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก โดยนำสถาบันการศึกษา นโยบายรัฐ สถาบันวิจัย และอุตสาหกรรมมาร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ ในอันที่จะทำให้เทคโนโลยีการผลิตในประเทศสามารถทำได้อย่างอัตโนมัติและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยผ่าน cyber-physical system (CPS), Internet of Things (IoT) และ Cloud Computing เช่น ในการสร้าง Smart Factory ที่ติดตั้ง sensor ในส่วนต่าง ๆ ของโรงงานแล้วนำไปแสดงผลให้มนุษย์เข้าใจและสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์แบบเวลาจริงตัดสินใจอย่างชาญฉลาดอัตโนมัติ โดยใช้แรงงานมนุษย์ให้น้อยที่สุด
ตัวเลข 4 ในคำว่า Industry 4.0 มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยยุคที่ 1 เกิดเครื่องจักรไอน้ำ ในยุคที่ 2 มีการนำไฟฟ้า มอเตอร์ และสายพานมาใช้ ส่วนในยุคที่ 3 เป็นยุคของอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดการผลิตแบบอัตโนมัติเกิดขึ้น ส่วนในยุคที่ 4 จะเน้นที่ cyber-physical systems (CPS) คือนำข้อมูลทุกอย่างจาก sensor ไปไว้บน digital platform และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันด้วย IoT กลายเป็น Smart Factory ที่สามารถแสดงสถานะแบบเวลาจริงได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน Cloud ซึ่งจะทำให้เกิด Mass Customization ทำให้โรงงานสามารถผลิตสินค้าที่ customized ตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างง่ายดาย
เมื่อไม่นานนี้ นายกสภาอุตสาหกรรมได้ระบุว่า Industry 4.0 สามารถแก้ปัญหาอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้ ได้แก่ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดย Industry 4.0 ทำให้คนทำงานได้อย่างมี Productivity สูงขึ้น จึงใช้จำนวนคนน้อยลง ส่วนปัญหาการแข่งขันในตลาดสูง ก็จะทำให้มี Market Share ต่ำลง Industry 4.0 สามารถทำให้องค์การนำหน้าการแข่งขันในตลาดได้ เนื่องจากมีข้อมูลแบบเวลาจริงตลอดเวลา ทำให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ด้านปัญหาต้นทุนการผลิตสูง Industry 4.0 ก็จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวเนื่องจากทำให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพ ส่วนปัญหาสินค้าที่ผลิตขึ้นไม่น่าตื่นเต้น Industry 4.0 ก็สามารถผลิตสินค้าที่ customized ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสุดท้าย ปัญหากำไรน้อย  เมื่อ Industry 4.0 สามารถช่วยสร้างสินค้าที่ตรงกับความต้องการลูกค้า ดังนั้นผู้ผลิตจึงสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น
ส่วน 4.0 คำสุดท้ายที่ขอเสนอในบทความนี้ คือคำว่า Education 4.0 เกิดขึ้นจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "การศึกษาระบบ Chula Engineering Education 4.0" อย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2557 ในช่วงที่ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ดำรงตำแหน่งคณบดี เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนไปสู่นักสร้างนวัตกรรม 
การศึกษาระบบ 1.0 เป็นการศึกษาที่เน้นการบรรยายและการจดจำความรู้ ส่วนการศึกษาระบบ 2.0 เป็นการศึกษาที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง การศึกษาระบบ 3.0 เป็นการศึกษาในปัจจุบันที่เป็นสังคมแห่งความรู้ ผู้เรียนต้องมีทักษะในการเรียนรู้ในแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำเดิม รวมถึงสามารถทำงานเป็นทีมได้ ในขณะที่การศึกษาระบบ 4.0 เป็นการศึกษาสู่อนาคต ที่เน้นการผลิตคนไปสร้างสรรค์นวัตกรรม 
ดังนั้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการศาสตร์การคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking กลายเป็นการศึกษาระบบ 4.0 ขึ้นมา โดยมีการริเริ่มรายวิชา Creative Design for Community ซึ่งผู้เรียนจะได้พัฒนาโครงงานจริงไปแก้ปัญหาให้กับองค์การจริง และมีผู้เชี่ยวชาญด้าน Design Thinking มาร่วมสอนและให้คำแนะนำ นอกจากนี้ ยังนำเอาแนวคิดแบบ CDIO (Conceive-Design-Implement-Operate) เข้ามาใช้เป็นกรอบงานในกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นโครงงานเป็นฐาน โดยได้สร้างห้องเรียนแบบ Smart Classroom ที่เรียกว่า i-SCALE ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนได้สะดวก และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และได้สร้างศูนย์ i-Design Workspace ขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ทดลองแนวคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในรูปแบบ Engineering Playground ที่ผู้เรียนสามารถสร้าง Prototyping ของนวัตกรรมของตนเองได้
ในปี 2559 นี้ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะนำแนวคิดนี้ไปดำเนินการในคณะอื่นๆ ด้วย โดยจะเน้นการสร้างนวัตกรรมใน 4 ธีมหลัก ได้แก่ (1)Aging Society, (2)Food, Energy and Water, (3) Robotic and Digital Tech และ (4) Smart City and Inclusive Community นอกจากนี้ จะจัดสร้าง Siam Innovative District ในบริเวณสยามสแคร์ โดยตั้งใจให้เป็น Innovative Hub สำหรับบริษัท Startup รุ่นใหม่ที่ต้องการเงินทุน โครงสร้าง และการฝึกอบรมบ่มเพาะ เพื่อนำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายการเป็น World Class National Innovation University
ถึงแม้ว่า 4.0 ทั้ง 3 คำนี้ จะมีความหมายและที่มาแตกต่างกัน แต่ทั้งสามคำก็มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดับรายได้ปานกลาง โดยนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างเป็นองค์รวม จะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการบริการด้วยเช่นกัน
        'Thailand Economy 4.0' ความหวังไทย       ในช่วง1 เดือนที่ผ่านมาหากมีโอกาสได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในเวทีต่างๆ จะพบว่ามีประเด็นเศรษฐกิจเรื่องหนึ่งที่สอดแทรกอยู่คือ นโยบายประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand Economy 4.0” แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักแต่พอจับใจความได้ว่า เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ให้พัฒนามากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
การเดินหน้าโมเดลประเทศไทย 4.0 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เป็นผู้ผลักดันนโยบายนี้ให้เป็นรูปธรรม โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนแบบ “ประชารัฐมุ่งสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน สถานศึกษา และสถาบันการเงินต่างๆ ที่จะมาทำงานร่วมกันซึ่งรูปแบบนี้ประเทศเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จมาแล้ว
รมช.พาณิชย์เล่าให้ฟังว่าในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้ว3 ช่วงสำคัญ คือในช่วงที่ 1 เราพัฒนาประเทศบนฐานรายได้ภาคเกษตรเป็นหลัก ใช้ทรัพยากรเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนในระยะต่อมาคือการพัฒนาประเทศโดยใช้อุตสาหกรรมเบา มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ทำให้สามารถยกระดับจากประเทศรายได้ต่ำขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ส่วนในช่วงของประเทศไทย3.0 ประเทศไทยเร่งรัดการผลิตโดยใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาก็คือการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหนักและแรงงานเข้มข้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ดังนั้นในโมเดลประเทศ 4.0 คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ
สิ่งที่รัฐบาลอยากไปให้ถึงก็คือ การที่ประเทศไทยสามารถสร้างและส่งออกเทคโนโลยีของตัวเองได้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 5 อุตสาหกรรมที่เรามีองค์ความรู้ และศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดได้ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรและไบโอเทคโนโลยี (Food, Agriculture & Bio-tech) กลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ (HeaIth , Wellness &Bio-Medical) กลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะ และหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Smart Devices Robotics &Mechatronics) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล พัฒนาระบบการสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Digital &Embedded Technology) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการเพิ่มมูลค่าการบริการ (Creative, Culture &High Value Service)
สุวิทย์บอกด้วยว่าการพัฒนาในแนวทางนี้ ยังถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี โดยได้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบแล้วว่าสิ่งที่ต้องเดินหน้าปฏิรูป เพื่อผลักดันโมเดลประเทศไทย 4.0 มี 3 เรื่องที่ต้องปฏิรูปไปพร้อมๆกันคือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นการผลิตโดยใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากรต้องเปลี่ยนเป็นการผลิตบนฐานความรู้ และเทคโนโลยี (Technology Base) การพัฒนาภาคบริการ รวมทั้งต้องมีการปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา ดึงสถาบันวิจัยระดับโลกเข้ามาตั้งในประเทศไทย และการปฏิรูประบบการศึกษา ต้องเน้นไปที่การสร้างแรงงานที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เพื่อสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต
นโยบายประเทศไทย 4.0 เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เป็นการวางรากฐาน การพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมีเป้าหมายที่ผลักดันให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้ประเทศหลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดการวางแผนทางเศรษฐกิจในระยะยาว จะมีก็เพียงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเท่านั้น ขณะที่หลายประเทศมีการวางแผนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยการวางแผนที่ออกมาต้องไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนและส่วนรวมมากที่สุด
                   
        สืบเนื่องจาก การเข้าถึงเนื้อหาความรู้มีลักษณะเปิด Open Education Resource เข้าถึงได้ง่าย ยิ่งในยุคสมาร์ทโฟน Mobile Education การเข้าถึงยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น การแสวงหาความรู้จึงทำได้เร็ว
              เด็ก เยาวชนยุคใหม่ มีลักษณะเป็น ชนพื้นเมืองดิจิทัล Digital native การเรียนการสอนแบบเก่าในห้องเรียน ที่ท่องบ่นเนื้อหา ตามแผนการสอน ตามกรอบหลักสูตร หรือทำโจทย์ ทำข้อสอบแบบเดิมจึงไม่เหมาะกับการศึกษายุคใหม่
              การศึกษายุคใหม่ Next Generation Education ต้องเน้นแสวงหา เรียนรู้ได้เอง อย่างท้าทาย สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดความรู้เดิม คิดและประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ได้ เหมาะกับตนเอง สังคม ตามสถานะการณ์
              การจัดการศึกษา 4.0 จึงต้องนำเอาหลักการ เกี่ยวกับยุคสมัยใหม่ ที่ตรงความสนใจของ ชนพื้นเมืองดิจิทัล ที่มีชีวิตในโลกไซเบอร์ ซึ่งประกอบด้วย
              การจัดการศึกษาที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันบนไซเบอร์ โดยใช้ขีดความสามารถของระบบเชื่อมโยงทางฟิสิคัลกับไซเบอร์ ที่มีอุปกรณ์สมาร์ทสมัยใหม่ช่วย เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเบล็ต ฯลฯ
              ต้องรู้จักใช้เครื่องมือสมัยใหม่เพื่อการแสวงหาเรียนรู้จากความรู้อันมหึมาบนคลาวด์ โดยการใช้เครื่องมือที่สมาร์ทสมัยใหม่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน  
              การจัดการศึกษายุคใหม่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงทำเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และเรียนรู้ได้เร็ว Learning curve
              สร้างกิจกรรมใหม่ๆบนไซเบอร์ โดยมีเครื่องมือทางดิจิทัล และเทคโนโลยีเกิดใหม่ IoT เป็นสิ่งทุ่นแรงเหมือนเครื่องจักรกลช่วยให้เรียนรู้ในสิ่งที่ยาก และสูงขึ้o
              ใช้รูปแบบเสมือนจริง Virtualization ให้ผู้เรียนใช้รูปแบบการใช้เชื่อมต่อบนคลาวด์แบบเสมือนจริง เครื่องมือการเรียนรู้แบบใหม่ๆ เป็นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมแสดงออกในความคิดเห็น Socratic method
              การจัดการศึกษาให้มีรูปแบบการบริการ Service oriented และเข้าถึงได้ในรูปแบบ real time ตลอดเวลา ทั่งถึง ทุกที่ ทุกเวลา Ubiquitous
              การศึกษาต้องไม่เน้นกรอบการเรียนรู้ แต่เน้นการต่อยอดองค์ความรู้ สร้างความรู้ใหม่ ไม่อยู่ในกรอบหลักสูตรแบบเดิม เป็นการเรียนรู้ตามความต้องการมากขึ้น
              การศึกษา 4.0 จะมีผลกระทบกับโรงเรียนแบบเก่า ที่ระบบการศึกษากำลังกลับด้านจากด้านโรงเรียนมาสู่ผู้เรียน การรับบริการการศึกษาด้านต่างๆบนไซเบอร์ทำได้ง่ายขึ้น ผู้เรียนเลือกจากที่ต่างๆได้ง่าย และตรงกับโมเดลชาวพื้นเมืองดิจิทั]
              โมเดลการจัดการศึกษาจะเปลี่ยนไป เหมือน การฟังเพลง เมื่อก่อนต้องซื้อเทป ซีดี หรือผู้เรียนต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แต่การศึกษาแบบใหม่ การเข้าถึงบริการกิจกรรมการเรียนรู้บนไซเบอร์ จะเหมือนการฟังเพลงบนยูทูปโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซื้อเทปซีดี เพียงการเข้าถึง บนคลาวด์ ในโลกไซเบอร์
                                                             https://www.youtube.com/watch?v=NkwUFB1wpnA


                                                       https://www.youtube.com/watch?v=dHBZrSM2jMs
    



https://www.youtube.com/watch?v=SKlhEk-VaLI




https://www.youtube.com/watch?v=OEfY3rQZpNo

อ้างอิงค์
 www.9experttraining.com/articles/thailand-4.0
 www.bangkokbiznews.com/blog/detail
http://www.chanthaburi.buu.ac.th/

คำถาม ท้ายบท
1.การศึกษาระบบ 4.0 เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอะไร
ตอบ = เ ป็นการเรียนการสอนที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้สอน เปิดโลกทัศน์ผู้เรียนได้รู้จริงทำจริง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างนวัตกรรม
2. hailand 4.0 คืออะไร
ตอบ = การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยในยุค 1.0 เป็นยุคเกษตรกรรม จากนั้นกลายเป็นยุค 2.0 ที่มีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยงานหรือเป็นยุคของอุตสาหกรรมเบา ในขณะที่ยุค 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนักและมีการลงทุนจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในยุค 3.0 ยังมีความเปราะบางต่อสถานการณ์โลก และประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้ ดังนั้นจึงนำมาสู่ Thailand 4.0 ที่เน้นที่การแก้ปัญหาให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
3. 'Thailand Economy 4.0' ความหวังไทย     มีความหมายอย่างไร
ตอบ = ในช่วงเดือนที่ผ่านมาหากมีโอกาสได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในเวทีต่างๆ จะพบว่ามีประเด็นเศรษฐกิจเรื่องหนึ่งที่สอดแทรกอยู่คือ นโยบายประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand Economy 4.0” แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้ให้รายละเอียดมากนักแต่พอจับใจความได้ว่า เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลจะผลักดัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ให้พัฒนามากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
4.การศึกษาระบบ 1.0 คืออะไร
ตอบ = เป็นการศึกษาที่เน้นการบรรยายและการจดจำความรู้ 
5.     การศึกษายุคใหม่ Next Generation Education  เป็นการศึกษาอะไร
ตอบ=   คือต้องเน้นแสวงหา เรียนรู้ได้เอง อย่างท้าทาย สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดความรู้เดิม คิดและประยุกต์ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ได้ เหมาะกับตนเอง สังคม ตามสถานะการณ์